สรุปเนื้อหา กม.แพ่ง1 โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม


หน่วยที่ 9 โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม





มาตรา 150 อธิบายโมฆะกรรม “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

อธิบาย สาเหตุที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเช่น

1.เนื่องจากวัตถุประสงค์ของนิติกรรมเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย
2.เหตุเนื่องจากนิติกรรมไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด
3.เหตุเนื่องจากเงื่อนไขของนิติกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
4.นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง
5.นิติกรรมที่เกิดจากการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม

ผลของโมฆะกรรม คือ นิติกรรมนั้นเสียเปล่าไม่อาจให้สัตยาบันได้ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมอ้างโมฆะกรรมได้

มาตรา 173 โมฆะกรรมที่แยกส่วนสมบูรณ์ได้ “ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นเว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะ น้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้


ฎ.2331/2518 ทำสัญญากู้ใหม่รวมดอกเบี้ยที่ค้างมาก่อนรวมเข้าด้วยดอกเบี้ยที่คิดรวมเข้าด้วยกันเกินอัตราที่กำหนดในกฎหมาย สัญญากู้นี้เป็นโมฆะเฉพาะดอกเบี้ย ศาลให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 7 ½ ต่อปีในต้นเงินตั้งแต่วันฟ้อง


ฎ.779/2497 การกู้เงินโดยมีสัญญาว่า ถ้าไม่ใช้เงินกู้คืนผู้กู้ย่อมโอนกรรมสิทธิที่นาให้นั้น ข้อตกลงนี้เป็นโมฆะตาม ปพพ. มาตรา 656 วรรคสองและสามก็เฉพาะเรือ่งการคิดราคาทรัพย์ที่ใช้แทนเงินกู้เท่านั้น หาทำให้สัญญากู้เสียทั้งฉบับ ผู้ให้กู้ฟ้องเรียกเงินคืนได้


มาตรา 174 โมฆะกรรมที่อาจสมบูรณ์ “การใดเป็นโมฆะแต่เข้านิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้ถือตามนิติกรรมซึ่งไม่เป็นโมฆะ สันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า หากคู่กรณีได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะแล้วก็คงจะได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรกที่จะทำนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะนั้น”


อธิบาย กรณีใดบ้างที่โมฆะกรรมนั้นอาจสมบูรณ์ในฐานนิติกรรมอย่างอื่น

  • ประการแรกต้องมิใช่เป็นโมฆะเนื่องจากการแสดงเจตนาทำนิติกรรมนั้นเสื่อมเสีย
  • ประการที่สองนิติกรรมที่เข้าข้อสันนิษฐานมักเป็นเรื่องที่โมฆะกรรมนั้นเกี่ยวกับเรื่องแบบ เมื่อไม่สมบูรณ์ตามแบบนิติกรรมอย่างหนึ่งก็อาจดูว่าเจตนาเป็นนิติกรรมอีกแบบได้
  • นิติกรรมอย่างหลังนี้ต้องสมบูรณ์ตามแบบหรือข้อกำหนดในกฎหมายด้วย

  • ฎ.1211/2492 พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ตามแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามที่ผู้ทำนิติกรรมตั้งใจทำ แต่สมบูรณ์ตามหลักพินัยกรรมธรรมดา ถือได้ว่าเป็นพินัยกรรมสมบูรณ์ตามแบบธรรมดา


    มาตรา 172 วรรคสอง การเรียกทรัพย์คืน “ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ”


    อธิบาย คำว่า ลาภมิควรได้หมายความว่า การที่บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดีโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบ บุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา…”


    คำถาม การฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนฐานลาภมิควรได้ต้องฟ้องภายในกำหนดเวลาเท่าใด?


    มาตรา 178การบอกล้างและให้สัตยาบัน “การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมย่อมกระทำได้โดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวกำหนดได้แน่นอน


    อธิบาย โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้วมีผลดังนี้


    1)ให้ถึอว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มทำนิติกรรม
    2)ให้คู่กรณีกลับคืนส่ฐานะเดิมทุกกรณี
    3)ให้ถือว่าผู้ที่ได้รู้โมฆียะกรรมได้รู้ถึงความเป็นโมฆะนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ
    4)การใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการกลับสู่ฐานะเดิมนั้นต้องไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม

    มาตรา 175 ผู้มีสิทธิบอกล้าง “โมฆียะกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้

    1)ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตนบรรลนิติภาวะก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม
    2)บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณีแต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์
    3)บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่
    4)บุคคลวิกลจริงผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา 30 ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว

          ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้


    มาตรา 180 วิธีการให้สัตยาบัน ภายหลังเวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 179  ถ้ามีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยโมฆียะกรรมโดยการกระทำของบุคคลซึ่งมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา 175 ถ้ามิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใดให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน

    1)ได้ปฏิบัติการชำระหนี้แล้วทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
    2)ได้มีการเรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว
    3)ได้มีการแปลงหนี้ใหม่
    4)ได้มีการให้ประกันเพื่อหนี้นั้น
    5)ได้มีการโอนสิทธิหรือความรับผิดชอบทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

    ได้มีการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน


    คำถาม การบอกล้างโมฆียะกรรมทำได้อย่างไร และต้องทำโดยมีแบบไหม?


    มาตรา 179วรรคหนึ่ง ระยะเวลาการให้สัตยาบัน การให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว


    ข้อสังเกต การให้สัตยาบันมีแต่เวลาเริ่มต้นแต่ไม่มีเวลาสิ้นสุด ซึ่งแตกต่างกับการบอกล้างที่กฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นแต่มีเวลาสิ้นสุด

    คำถาม การแสดงเจตนาให้สัตยาบัน จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งอย่างเดียวหรือจะแสดงโดยปริยายก็ได้?
















    No comments:

    Post a Comment