สรุปเนื้อหา กม.แพ่ง1 หลักทั่วไปของสัญญา

หน่วยที่ 12 หลักทั่วไปของสัญญา




บททั่วไป

อธิบาย กฎหมายเอกชนเป็นเรื่องที่สามารถตกลงหรือยกเว้นได้ โดยตัวของกฎหมายเองไม่ได้มีลักษณะบังคับอย่างเคร่งครัดเหมือนกับกฎหมายมหาชน


สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มีลักษณะดังนี้

  • สองฝ่ายมีสถานะเท่าเทียมกัน
  • ไม่อาจบังคับให้อีกฝ่ายยอมทำตามอีกฝ่ายนึงได้
  • ผูกสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน

สัญญาทางปกครอง มีลักษณะดังนี้

  • คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง
  • เป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดทำบริการสาธารณะ
  • เพื่อใช้อำนาจทางปกครองคือบริการสาธารณะ


คำถาม นิติกรรมและสัญญาแตกต่างกันอย่างไร?



พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น


มาตรา 8 ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศหรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดได้


ความหมายและสาระสำคัญของสัญญา

อธิบาย สัญญาคือนิติกรรมที่มีบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปแสดงเจตนาตกลงยินยินยอมอย่างถูกต้องตรงกัน โดยมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดในการก่อให้เกิดผลผูกพันในทางกฎหมายขึ้น

การก่อให้เกิดสัญญามีสาระสำคัญดังนี้

1.มีคู่สัญญาตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป
2.ต้องมีคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน
3.ต้องมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญา


คำถาม หลัก “MIROR IMAGE RULE” คืออะไร?


ประเภทของสัญญา

อธิบาย

  • สัญญาต่างตอบแทน คือสัญญาซึ่งก่อให้เกิดหนี้ระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต้องกระทำตอบแทนซึ่งกันและกัน ส่วนสัญญาไม่ต่างตอบแทนนั้นย่อมก่อให้เกิดหนี้จากคู่สัญญาเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • สัญญามีค่าตอบแทน คือสัญญาซึ่งมีคู่สัญญาสองฝ่าย ต่างได้รับประโยชน์ทางทรัพย์สินแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน ส่วนสัญญาไม่มีค่าตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวจะได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินตอบแทนเพียงลำพัง
  • สัญญามีชื่อ คือสัญญาที่ ปพพ. บรรพ 3 หรือกฎหมายอื่นได้กำหนดลักษณะการเกิดสัญญานั้นไว้เป็นการเฉพาะ ส่วนสัญญาอื่นที่กฎหมายไม่ได้บัญญ้ติไว้เป็นการเฉพาะก็จะเป็นสัญญาไม่มีชื่อ
  • สัญญาประธาน คือสัญญาซึ่งมีความสมบูรณ์ในตัวเอง ส่วนสัญญาอุปกรณ์คือสัญญาที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประธาน
  • สัญญาที่ก่อผลผูกพันระหว่างคู่สัญญา คือสัญญาที่ทำขึ้นแล้วมีผลผูกพันแต่เพียงตัวคู่สัญญา ส่วนสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกคือสัญญาซึ่งให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่สัญญาสามารถเข้าถือประโยขน์ในสัญญาได้

คำเสนอ

ข้อสังเกต

  • ถ้ามีคำสนองรับแล้วแต่สัญญาไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ย่อมจะไม่ใช่คำเสนอ แต่จะเป็นเพียงคำทาบทาม หรือคำเชื้อเชิญเท่านั้น
  • คำเสนอจะแสดงเจตนาต่อบุคคลโดยเฉพาะเจาะจง หรือต่อสาธารณชนก็ได้


ฎ.1052/2509 การที่บริษัทจำเลยได้รับสัมปทานโรงไฟฟ้านั้น ถือว่าได้ทำคำเสนอต่อบุคคลทั่วไปว่าจะรับบริการต่อประชาชนในเขตสัมปทานแล้ว เมื่อมีผู้ขอใช้ไฟฟ้าตามสัมปทาน ก็ถือได้ว่าได้สนองรับคำเสนอของจำเลย ก่อให้เกิดนิติกรรมสัญญาผูกพันกันขึ้นระหว่างผู้ขอกับบริษัทจำเลยแล้ว


คำถาม แผ่นปลิวโฆษณาของสินค้าก็ดี ประกาศราคาของทางราชการก็ดี มีผลในทางกฎหมายหรือไม่อย่างไร


อธิบาย คำเสนอต้องมีลักษณะต่อไปนี้

  1. ต้องมีข้อความชัดเจนและแน่นอน
  2. ต้องมีความมุ่งหมายว่า ถ้ามีคำสนองแล้ว สัญญาเกิดขึ้นทันที


ฎ.931/2480, 279/2513 การเรียกประกวดราคารับเหมาก่อสร้างเป็น การเชื้อเชิญให้ทำคำเสนอประกวดราคา เมื่อมีผู้เข้าประกวดราคาคือทำคำเสนอมาแล้ว ผู้ว่าจ้างก็จะพิจารณาเลือกดูว่าผู้ใดสมควรเป็นผู้ชนะการประกวดราคา แล้วผู้ว่าจ้างก็จะแจ้งผู้นั้นให้มาทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง ต่อเมื่อผู้ว่าจ้างได้ลงนามในสัญญานั้นแล้ว จึงจะถือว่าเป็นการทำคำสนอง เกิดเป็นสัญญารับเหมาก่อสร้างขึ้น




มาตรา 354 คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้


มาตรา 355 บุคคลทำคำเสนอไปยังผู้อื่นซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง และมีได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง จะถอนคำเสนอของตนเสียภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวคำสนองนั้น ท่านว่าอาจจะถอนได้ไม่


มาตรา 356คำเสนอทำแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า โดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น เสนอ ณ ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น ….”


ตัวอย่าง1 ดำเสนอขายรถยนต์ให้แดง 1 คันราคา 100,000 บาท โดยได้แจ้งไปในคำเสนอนั้นด้วยว่า ถ้าแดงตกลงจะซื้อให้ตอบสนองมาภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ดังนี้คำเสนอของดำย่อมผูกพันดำในวันที่จะต้องยอมรับคำเสนอของแดง อยู่จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งดำจะถอนคำเสนอของตนก่อนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ไม่ได้


คำเสนอสิ้นความผูกพัน


มาตรา 357 คำเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือมิได้สนองรับภายในเวลากำหนดดังกล่าวมาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี คำเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป


มาตรา 360 บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ


อธิบาย คำเสนออาจสิ้นความผูกพันได้ในกรณีต่อไปนี้

  1. เมื่อมีการบอกปัดคำเสนอ (มาตรา 357)
  2. เมื่อไม่มีการสนองรับคำเสนอภายในเวลาที่ผู้เสนอกำหนดหรือภายในเวลาอันควรจะคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองในกรณีที่มิได้กำหนดเวลา (มาตรา 357)
  3. กรณีผู้เสนอตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถโดยผู้รับคำเสนอได้ทราบมาก่อนสนองรับ (มาตรา 360)

คำสนอง


มาตรา358 คำสนองที่ล่วงเวลาถ้าคำบอกกล่าวสนองถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลากำหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้าเว้นแต่จะได้บอกเช่นนั้นก่อนแล้ว


ตัวอย่าง2 อ้างอิงจากตัวอย่างที่1 ดำส่งจดหมายเสนอขายรถยนต์ไปให้แดง ซึ่งแดงได้จดหมายวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 วันรุ่งขึ้นแดงส่งจดหมายจ่าหน้าซองถึงดำ แต่บุรุษไปรษณีย์ได้ส่งไปผิดที่อยู่ ทำให้จดหมายมาถึงดำหลังวันที่ 31  พฤษภาคม 2563 แต่ดูจากตราไปรษณีย์ที่ประทับบนซองจดหมายเป็นที่เห็นประจักษ์ว่าจดหมายคำสนองควรมาถึงดำก่อนวันที่ 31  พฤษภาคม 2563 เช่นนี้ดำต้องรีบแจ้งไปยยังแดงโดยพลันว่า จดหมายของแดงมาถึงเนิ่นช้าเกินกำหนดเวลาที่บ่งไว้ในคำเสนอนั่นแล้ว จึงจะถือว่าจดหมายบอกกล่าวคำสนองของแดง เป็นคำสนองล่วงเวลา


คำสนองที่ไม่ตรงกับคำเสนอ

มาตรา 359 วรรคสอง คำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วยนั้น ท่านให้ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับ ทั้งเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ในตัว


ฎ.1045/2496 ช้าราชการคนหนึ่งทำเงินในความรับผิดชอบหายไป จึงทำบันทึกถึงผู้บังคับบัญชาขอชดใช้ให้เดือนละ 30 บาท เป็นเพียงคำเสนอขอประนีประนอมยอมความ ผู้รับคำเสนอตอบว่าต้องผ่อนใช้เดือนละ 300 บาท เช่นนี้ เป็นกรณีที่ผู้รับคำเสนอทำคำสนองไม่ตรงกับคำเสนอ มีผลให้คำเสนอสิ้นความผูกพันและคำสนองนั้นเป็นคำเสนอขึ้นใหม่






No comments:

Post a Comment