สรุปเนื้อหา กม.แพ่ง1 การควบคุมการแสดงเจตนา

หน่วยที่ 8 การควบคุมการแสดงเจตนา



 สารบาญ



ความหมายของนิติกรรม


 มาตรา 149 นิติกรรม หมายความว่า การใดๆอันทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และด้วยใจสมัครมุ่งตรง
ต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

อธิบาย

    จากมาตรา 149 นิติกรรมมีองค์ประกอบ ดังนี้คือ

1.นิติกรรมเป็นการกระทำของบุคคลโดยการแสดงเจตนา (ชัดแจ้ง, ปริยาย, นิ่ง)
2.การกระทำต้องชอบด้วยกฎหมาย (ไม่ชอบด้วย กม. ดู ม.150 – 153)
3.เป็นการกระทำด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกหลอกลวง สำคัญผิด หรือถูกข่มขู่
4.มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์
5.ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในสิทธิ ได้แก่
  • ก่อสิทธิ เช่น การทำสัญญาต่างๆ
  • เปลี่ยนแปลงสิทธิ เช่น การแปลงหนี้ใหม่
  • โอนสิทธิ เช่น โอนสิทธิเรียกร้อง
  • สงวนสิทธิ เช่น การรับสภาพหนี้
  • ระงับสิทธิ เช่น การชำระหนี้ ปลดหนี้ เป็นต้น

  • โมฆะกรรม

     มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือ
    เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

    อธิบาย

        จากมาตรา 150 มีหลักว่าการแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยมีวัตถุประสงค์ต่อไปนี้เป็นโมฆะ

    1.วัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
    2.วัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย การพ้นวิสัยได้แก่
  • การใดๆที่เป็นไปไม่ได้หรือไม่สามารถจะทำได้สำเร็จเลย
  • การใดๆที่มุ่งหมายถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะ แต่ในขณะทำการนั้นสิ่งนั้นไม่มีตัวตนอยู่เสียแล้ว
  • 3.วัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

     คำถาม การพ้นวิสัย กับ เหตุสุดวิสัย แตกต่างกันอย่างไร?



    มาตรา 154 การแสดงเจตนาซ่อนเร้น การแสดงเจตนาใด แม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนา

    ให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ 

    เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น


    อธิบาย

      หลัก การแสดงเจตนาไม่เป็นโมฆะ แม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม

        ข้อยกเว้น การแสดงเจตนานั้นจะตกเป็นโมฆะ ก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนา ในขณะที่แสดงเจตนานั้น


    (ฎ.580/2509) แก้วได้แสดงเจตนากู้เงินจากธนาคารมหานคร โดยในใจจริงทำงานแทนกบซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารมหานคร เพราะกบรับเงินกู้นั้นไป เช่นนี้ แม้กบจะเป็นผู้จัดการธนาคารมหานครและได้รู้ถึงเจตนาแท้จริงในใจของแก้วผู้แสดงเจตนา ก็ถือไม่ได้ว่าธนาคารมหานครได้รู้เช่นนั้นด้วย เนื่องจากกบผู้จัดการไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนนิติบุคคล ดังนั้นสัญญาเงินกู้ดังกล่าวจึงใช้บังคับได้

    มาตรา 155 วรรคหนึ่ง เจตนาลวง การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ 

    แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง

    นั้นมิได้


    อธิบาย

          หลัก การแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะไม่ผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

        ข้อยกเว้น แต่จะยกเอาความเป็นโมฆะนั้นขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนานั้นไม่ได้

        บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ประกอบด้วยหลัก 2 ประการ

  • สุจริต กล่าวคือ ไม่รู้ถึงการแสดงเจตนาที่คู่กรณีสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อลวงตน
  • เสียหายเนื่องจากการแสดงเจตนาลวงนั้น

  • คำถาม   ก และ ข สมคบกันโดย ก แกล้งโอนที่ดินให้ ข เนื่องจาก ก ไม่ต้องการให้เจ้าหนี้มาบังคับชำระหนี้ในที่ดินของตน ต่อมา ข กลับนำที่ดินผืนนั้นไปขายให้แก่ ค โดย ค รับซื้อที่ดินจาก ข โดยสุจริตไม่ทราบเจตนาลวงระหว่าง ก และ ข ดังนี้ ก จะสามารถฟ้องร้องเพื่อจะเอาที่ดินคืน โดยอ้างเจตนาลวงที่
    ก กับ ข สมคบกันได้หรือไม่
    ?

    มาตรา 155 วรรคสอง นิติกรรมอำพราง ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพราง

    นิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ


    อธิบาย

        นิติกรรมอำพรางเป็นเรื่องที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นมา 2 นิติกรรมคือ

    1.นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง ที่ทำโดยเจตนาไม่แท้จริงแต่เปิดเผย
    2.นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงแต่ถูกอำพราง

    (ฎ.791-792/2509) ไก่กู้เงินจากนกไปแล้วมอบนาให้นกทำกินต่างดอกเบี้ยแต่นกให้ไก่ทำเป็นสัญญาอำพรางไว้ให้แก่นก เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้อื่นของไก่มายึดเอานาไป เช่นนี้สัญญาขายนาเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินจึงตกเป็นโมฆะ นกจะให้บังคับตามสัญญาขายนาไม่ได้

    การแสดงเจตนาโดยวิปริต

    มาตรา 156  สำคัญผิดในสาระสำคัญ การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ

    แห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ

             ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ความสำคัญผิด

    ในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิด

    ในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นต้น


    มาตรา 158 “ความสำคัญผิดของมาตรา 156 หรือมาตรา 157 ซึ่งเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่อ
    อย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดงเจตนา บุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้ประโยชน์แก่ตนไม่ได้”

    อธิบาย

        ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาด้วยความเข้าใจผิด

    ว่าเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งหากไม่เข้าใจผิดดังกล่าว นิติกรรมก็จะไม่เกิดขึ้น


     มาตรา 156 วรรคสอง บัญญ้ติยกตัวอย่างความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมไว้ 3 กรณีคือ

    1.ลักษณะของนิติกรรม
    2.ตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม
    3.ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม

    ..สำคัญผิดลักษณะของนิติกรรม (ฎ.967/2474) ดำลงลายมือชื่อในสัญญายอมความที่อำเภอ โดยดำไม่รู้ข้อความในสัญญาเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือประกันตัวแดงน้องชายตน แต่กลายเป็นสัญญายอมความต่อกรมการอำเภอว่าดำยอมใช้เงินแก่ผู้เสียหาย สัญญายอมความจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156

    .. สำคัญผิดตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี ดำประสงค์จะมอบแหวนเพชรให้เปิ้ลคู่รักของตนแต่ได้ไปมอบให้กับขวัญน้องสาวฝาแฝดของเปิ้ลโดยเข้าใจผิดคิดว่าขวัญเป็นเปิ้ล เช่นนี้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ

    .. สำคัญผิดทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม (.843/2501) ดำมีความประสงค์จะขายที่ดินด้านตะวันตก มิใช่ส่วนทางด้านตะวันออก การที่ดำยอมลงชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินด้านตะวันออกก็เพราะโจทก์อ่านหนังสือไม่ออกและเชื่อใจแดงซึ่งเป็นเพื่อนกันย่อมเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับวัตถุของนิติกรรม นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156

     มาตรา 159 กลฉ้อฉล การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

                   การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

                  ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น


    อธิบาย การแสดงเจตนาเนื่องจากถูกกลฉ้อฉล แบ่งพิจารณาเป็น 5 กรณี ดังนี้

    1.กลฉ้อฉลที่กระทำโดยคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
    2.กลฉ้อฉลที่กระทำโดยบุคคลภายนอก
    3.กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง
    4.คู่กรณีต่างฝ่ายต่างกระทำการโดยฉ้อฉล
    5.กลฉ้อฉลเป็นเพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีภาระหนักขึ้นกว่าปกติ

     (.1044/2534) โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จำใจทำนิติกรรมขายที่พิพาทให้จำเลยทั้งๆที่โจทก์ไม่สมัครใจ แต่โจทก์มีความเชื่อมั่นในคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ของจำเลยว่า ถ้าการสร้างเขื่อนตามโครงการของจำเลยเสร็จ น้ำต้องท่วมที่ดินของโจทก์แน่ โจทก์จึงต้องขายที่พิพาทแก่จำเลย อันเป็นผลให้สัญญาซื้อขายที่พิพาทเป็นโมฆียะตามมาตรา 159

    อธิบาย 


    กลฉ้อฉลที่กระทำโดยบุคคลภายนอก

    หลัก นิติกรรมนั้นไม่ตกเป็นโมฆียะ

    เว้นแต่ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง (ฝ่ายที่ไม่ถูกกลฉ้อฉล) ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกนั้น ก่อนหรือขณะแสดงเจตนาทำนิติกรรม

    ข้อสังเกต กลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกนี้ต้องเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาด ซึ่งถ้าไม่มีกลฉ้อฉลดังกล่าวนิติกรรมก็คงมิได้เกิดขึ้นด้วย จึงจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ


    กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง มีหลักเกณฑ์ 3 ประการ

    1.ต้องเป็นการทำนิติกรรมสองฝ่าย
    2.คู่กรณีฝ่ายหนึงจงใจนิ่งเสีย ไม่แจ้งข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้
    3.ต้องถึงขนาดว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น

    ข้อสังเกตุ การนิ่งที่จะเป็นกลฉ้อฉลได้ ผู้ที่นิ่งนั้นจะต้องมีหน้าที่ แจ้งความจริงให้อีกฝ่ายทราบ แล้วนิ่งเสียไม่บอกความจริง ถ้าหากว่าคู่กรณีไม่มีหน้าที่จะต้องแจ้งแล้วนิ่งอยู่เฉยๆ การนิ่งดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นกลฉ้อฉลโดยการนิ่ง


     ตัวอย่าง คู่กรณีต่างฝ่ายต่างกระทำการโดยฉ้อฉล
     ดำหลอกลวงแดงว่าตนมีแหวนทองคำซึ่งแท้จริงเป็นแหวนทองเหลือง ส่วนแดงหลอกลวงดำว่าตนมีนาฬิกาโรเล็กซ์ของแท้จากต่างประเทศ ซึ่งแท้จริงเป็นของปลอม โดยทั้งคู่ต่างหลงเชื่อถึงการหลอกลวงอีกฝ่าย จึงทำการแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งถ้าหากไม่มีการหลอกลวงนั้นก็จะไม่กระทำการแลกเปลี่ยนกัน เช่นนี้แล้วสัญญาแลกเปลี่ยนตกเป็นโมฆียะแต่ดำและแดงจะบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นไม่ได้และจะเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อกันก็ไม่ได้

    ข้อสังเกตุ นิติกรรมที่เกิดจากกลฉ้อฉลโดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนี้ยังคงมีผลเป็นโมฆียะอยู่นั่นเองหาได้สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ เพียงแต่กฎหมายมิให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ไม่สุจริตนั้นใช้สิทธิบอกล้างและเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อกัน


     มาตรา 161 “ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้”

    อธิบาย แม้จะไม่มีการหลอกลวงดังกล่าวคู่กรณีฝ่ายที่ทำนิติกรรมก็ยังคงแสดงเจตนาทำนิติกรรมอยู่นั่นเอง เพียงแต่การหลอกลวงดังกล่าวทำให้เขาต้องยอมรับข้อกำหนด (ภาระ) ที่หนักขึ้นกว่าปกติ

    ผลทางกฎหมาย นิติกรรมนั้นสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆียะ ดังนั้นคู่กรณีที่ถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา 161 จะบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้น

    ข้อสังเกตุ

    • กลฉ้อฉลเพียงเหตุจูงใจเป็นการหลอกลวงเรื่องเล็กน้อยทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายต้องรับข้อกำหนดอันหนักกว่าปกติเท่านั้น

    • กลฉ้อฉลเพียงเหตุจูงใจนี้ต้องปรากฎว่าแม้ไม่มีการหลอกลวง คู่กรณีก็ยังคงทำนิติกรรมดังกล่าวอยู่

     
     (ฎ.1559/2524) มหาวิทยาลัย ร. ต้องการซื้อเครื่องไสสันทากาวเพื่อใช้ติดปกหนังสือในโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ร. ในกระบวนการจัดซื้อ บริษัท ก. กับผู้จัดการโรงพิมพ์ซึ่งเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ร. ร่วมกันทำกลฉ้อฉลให้มหาวิทยาลัย ร. ซื้อเครื่องไสสันทากาวแพงกว่าราคาจริง เช่นนี้เป็นกลฉ้อฉลเพื่อเหตุตาม ป.พ.พ มาตรา 161 มหาวิทยาลัย ร. จะบอกล้างสัญญาซื้อขายเครื่องไสสันทากาวมิได้ ได้แต่เรียกค่าเสียหายตามจำนวนที่เกินกว่าราคาจริง ดังนั้นมหาวิทยาลัย ร. ต้องใช้ราคาเครื่องไสสันทากาวตามราคาจริงแก่บริษัท ก.

    มาตรา 164 “การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ

                       การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น”


    มาตรา 166 “การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่”

    คำถาม การข่มขู่โดยบุคคลภายนอก กับการฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกเป็นเหตุให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะมีความแตกต่างกันตรงไหน?


    อธิบาย นิติกรรมที่เกิดจากการข่มขู่นั้นจะตกเป็นโมฆียะ ถ้าการข่มขู่นั้นถึงขนาดซึ่งมีลักษณะดังนี้คือ

    1.เป็นการข่มขู่ให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และผู้ถูกข่มขู่ไม่อาจหาทางหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้
    2.เป็นภัยร้ายแรงถึงขนาดที่ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว

    ข้อสังเกตุ การข่มขู่ว่าจะให้เกิดภัยนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภัยที่เกิดขึ้นแก่ตัวเนื้อร่างกายของผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น อาจเป็นภัยที่จะเกิดขึ้นแก่บุพการี ผู้สืบสันดานหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขู่ก็ได้


    มาตรา165 การข่มขู่โดยชอบด้วยกฎหมาย การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่


    อธิบาย

  • "การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม" หมายถึง การใช้สิทธิซึ่งตนมีอยู่อย่างปกติคนทั่วไปเขาใช้กัน เช่น การใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ใช้หนี้ตน หรือการขู่ว่าจะฟ้องศาลเป็นต้น
  • "การกระทำที่ทำไปเพราะนับถือยำเกรง" หมายถึงการกระทำเพราะความเคารพระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่ ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้การแสดงเจตนาเสียไปได้


  • ตัวอย่าง ดำเป็นบุตรคนโตของแดง ปู่ของดำได้ยกทรัพย์สมบัติให้ดำมากมาย แดงจึงบอกให้ดำแบ่งทรัพย์สมบัติโดยโอนให้ลูกคนรอง คือน้องของดำบ้าง ดำกลัวบิดาจะโกรธจึงทำตามที่บิดาสั่ง ดังนี้ต่อมาภายหลังดำจะอ้างว่าสัญญายกให้เป็นโมฆียะ เพราะถูกแดงข่มขู่ไม่ได้ เพราะเป็นการแสดงเจตนาด้วยความนับถือยำเกรงตามมาตรา 165



    No comments:

    Post a Comment