หน่วยที่ 8 การควบคุมการแสดงเจตนา
สารบาญ |
ความหมายของนิติกรรม
|
อธิบาย
จากมาตรา 149 นิติกรรมมีองค์ประกอบ ดังนี้คือ
ก่อสิทธิ เช่น การทำสัญญาต่างๆ เปลี่ยนแปลงสิทธิ เช่น การแปลงหนี้ใหม่ โอนสิทธิ เช่น โอนสิทธิเรียกร้อง สงวนสิทธิ เช่น การรับสภาพหนี้ ระงับสิทธิ เช่น การชำระหนี้ ปลดหนี้ เป็นต้น
โมฆะกรรม
|
อธิบาย
จากมาตรา 150 มีหลักว่าการแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยมีวัตถุประสงค์ต่อไปนี้เป็นโมฆะ
|
|
อธิบาย
หลัก การแสดงเจตนาไม่เป็นโมฆะ แม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม
ข้อยกเว้น การแสดงเจตนานั้นจะตกเป็นโมฆะ ก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนา ในขณะที่แสดงเจตนานั้น
| (ฎ.580/2509) แก้วได้แสดงเจตนากู้เงินจากธนาคารมหานคร โดยในใจจริงทำงานแทนกบซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารมหานคร เพราะกบรับเงินกู้นั้นไป เช่นนี้ แม้กบจะเป็นผู้จัดการธนาคารมหานครและได้รู้ถึงเจตนาแท้จริงในใจของแก้วผู้แสดงเจตนา ก็ถือไม่ได้ว่าธนาคารมหานครได้รู้เช่นนั้นด้วย เนื่องจากกบผู้จัดการไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนนิติบุคคล ดังนั้นสัญญาเงินกู้ดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ |
|
อธิบาย
หลัก การแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะไม่ผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
ข้อยกเว้น แต่จะยกเอาความเป็นโมฆะนั้นขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนานั้นไม่ได้
บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ประกอบด้วยหลัก 2 ประการ
| คำถาม
ก และ ข สมคบกันโดย ก แกล้งโอนที่ดินให้ ข เนื่องจาก ก
ไม่ต้องการให้เจ้าหนี้มาบังคับชำระหนี้ในที่ดินของตน ต่อมา ข
กลับนำที่ดินผืนนั้นไปขายให้แก่ ค โดย ค รับซื้อที่ดินจาก ข
โดยสุจริตไม่ทราบเจตนาลวงระหว่าง ก และ ข ดังนี้ ก
จะสามารถฟ้องร้องเพื่อจะเอาที่ดินคืน โดยอ้างเจตนาลวงที่ ก กับ ข สมคบกันได้หรือไม่? |
|
อธิบาย
นิติกรรมอำพรางเป็นเรื่องที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นมา 2 นิติกรรมคือ
| (ฎ.791-792/2509) ไก่กู้เงินจากนกไปแล้วมอบนาให้นกทำกินต่างดอกเบี้ยแต่นกให้ไก่ทำเป็นสัญญาอำพรางไว้ให้แก่นก เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้อื่นของไก่มายึดเอานาไป เช่นนี้สัญญาขายนาเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินจึงตกเป็นโมฆะ นกจะให้บังคับตามสัญญาขายนาไม่ได้ |
การแสดงเจตนาโดยวิปริต
|
|
อธิบาย
ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาด้วยความเข้าใจผิด
ว่าเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งหากไม่เข้าใจผิดดังกล่าว นิติกรรมก็จะไม่เกิดขึ้น
มาตรา 156 วรรคสอง บัญญ้ติยกตัวอย่างความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมไว้ 3 กรณีคือ
| ต.ย.สำคัญผิดลักษณะของนิติกรรม (ฎ.967/2474) ดำลงลายมือชื่อในสัญญายอมความที่อำเภอ โดยดำไม่รู้ข้อความในสัญญาเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือประกันตัวแดงน้องชายตน แต่กลายเป็นสัญญายอมความต่อกรมการอำเภอว่าดำยอมใช้เงินแก่ผู้เสียหาย สัญญายอมความจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156 |
| ต.ย. สำคัญผิดตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี ดำประสงค์จะมอบแหวนเพชรให้เปิ้ลคู่รักของตนแต่ได้ไปมอบให้กับขวัญน้องสาวฝาแฝดของเปิ้ลโดยเข้าใจผิดคิดว่าขวัญเป็นเปิ้ล เช่นนี้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ |
| ต.ย. สำคัญผิดทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม (ฎ.843/2501) ดำมีความประสงค์จะขายที่ดินด้านตะวันตก มิใช่ส่วนทางด้านตะวันออก การที่ดำยอมลงชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินด้านตะวันออกก็เพราะโจทก์อ่านหนังสือไม่ออกและเชื่อใจแดงซึ่งเป็นเพื่อนกันย่อมเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับวัตถุของนิติกรรม นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156 |
| มาตรา
159 กลฉ้อฉล “การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น” |
อธิบาย การแสดงเจตนาเนื่องจากถูกกลฉ้อฉล แบ่งพิจารณาเป็น 5 กรณี ดังนี้
| (ฎ.1044/2534) โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จำใจทำนิติกรรมขายที่พิพาทให้จำเลยทั้งๆที่โจทก์ไม่สมัครใจ แต่โจทก์มีความเชื่อมั่นในคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ของจำเลยว่า ถ้าการสร้างเขื่อนตามโครงการของจำเลยเสร็จ น้ำต้องท่วมที่ดินของโจทก์แน่ โจทก์จึงต้องขายที่พิพาทแก่จำเลย อันเป็นผลให้สัญญาซื้อขายที่พิพาทเป็นโมฆียะตามมาตรา 159 |
อธิบาย
กลฉ้อฉลที่กระทำโดยบุคคลภายนอก
หลัก นิติกรรมนั้นไม่ตกเป็นโมฆียะ
เว้นแต่ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง (ฝ่ายที่ไม่ถูกกลฉ้อฉล) ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกนั้น ก่อนหรือขณะแสดงเจตนาทำนิติกรรม
ข้อสังเกต กลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกนี้ต้องเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาด ซึ่งถ้าไม่มีกลฉ้อฉลดังกล่าวนิติกรรมก็คงมิได้เกิดขึ้นด้วย จึงจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ
กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง มีหลักเกณฑ์ 3 ประการ
ข้อสังเกตุ การนิ่งที่จะเป็นกลฉ้อฉลได้ ผู้ที่นิ่งนั้นจะต้องมีหน้าที่ แจ้งความจริงให้อีกฝ่ายทราบ แล้วนิ่งเสียไม่บอกความจริง ถ้าหากว่าคู่กรณีไม่มีหน้าที่จะต้องแจ้งแล้วนิ่งอยู่เฉยๆ การนิ่งดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นกลฉ้อฉลโดยการนิ่ง
ตัวอย่าง คู่กรณีต่างฝ่ายต่างกระทำการโดยฉ้อฉล ดำหลอกลวงแดงว่าตนมีแหวนทองคำซึ่งแท้จริงเป็นแหวนทองเหลือง
ส่วนแดงหลอกลวงดำว่าตนมีนาฬิกาโรเล็กซ์ของแท้จากต่างประเทศ ซึ่งแท้จริงเป็นของปลอม
โดยทั้งคู่ต่างหลงเชื่อถึงการหลอกลวงอีกฝ่าย จึงทำการแลกเปลี่ยนกัน
ซึ่งถ้าหากไม่มีการหลอกลวงนั้นก็จะไม่กระทำการแลกเปลี่ยนกัน
เช่นนี้แล้วสัญญาแลกเปลี่ยนตกเป็นโมฆียะแต่ดำและแดงจะบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นไม่ได้และจะเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อกันก็ไม่ได้ |
ข้อสังเกตุ นิติกรรมที่เกิดจากกลฉ้อฉลโดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนี้ยังคงมีผลเป็นโมฆียะอยู่นั่นเองหาได้สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ เพียงแต่กฎหมายมิให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ไม่สุจริตนั้นใช้สิทธิบอกล้างและเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อกัน
| มาตรา 161 “ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้” |
อธิบาย แม้จะไม่มีการหลอกลวงดังกล่าวคู่กรณีฝ่ายที่ทำนิติกรรมก็ยังคงแสดงเจตนาทำนิติกรรมอยู่นั่นเอง เพียงแต่การหลอกลวงดังกล่าวทำให้เขาต้องยอมรับข้อกำหนด (ภาระ) ที่หนักขึ้นกว่าปกติ
ผลทางกฎหมาย นิติกรรมนั้นสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆียะ ดังนั้นคู่กรณีที่ถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา 161 จะบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้น
ข้อสังเกตุ
- กลฉ้อฉลเพียงเหตุจูงใจเป็นการหลอกลวงเรื่องเล็กน้อยทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายต้องรับข้อกำหนดอันหนักกว่าปกติเท่านั้น
- กลฉ้อฉลเพียงเหตุจูงใจนี้ต้องปรากฎว่าแม้ไม่มีการหลอกลวง คู่กรณีก็ยังคงทำนิติกรรมดังกล่าวอยู่
| (ฎ.1559/2524) มหาวิทยาลัย ร. ต้องการซื้อเครื่องไสสันทากาวเพื่อใช้ติดปกหนังสือในโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ร. ในกระบวนการจัดซื้อ บริษัท ก. กับผู้จัดการโรงพิมพ์ซึ่งเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ร. ร่วมกันทำกลฉ้อฉลให้มหาวิทยาลัย ร. ซื้อเครื่องไสสันทากาวแพงกว่าราคาจริง เช่นนี้เป็นกลฉ้อฉลเพื่อเหตุตาม ป.พ.พ มาตรา 161 มหาวิทยาลัย ร. จะบอกล้างสัญญาซื้อขายเครื่องไสสันทากาวมิได้ ได้แต่เรียกค่าเสียหายตามจำนวนที่เกินกว่าราคาจริง ดังนั้นมหาวิทยาลัย ร. ต้องใช้ราคาเครื่องไสสันทากาวตามราคาจริงแก่บริษัท ก. |
| มาตรา
164 “การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น” |
| มาตรา 166 “การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่” |
คำถาม การข่มขู่โดยบุคคลภายนอก กับการฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกเป็นเหตุให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะมีความแตกต่างกันตรงไหน? |
อธิบาย นิติกรรมที่เกิดจากการข่มขู่นั้นจะตกเป็นโมฆียะ ถ้าการข่มขู่นั้นถึงขนาดซึ่งมีลักษณะดังนี้คือ
ข้อสังเกตุ การข่มขู่ว่าจะให้เกิดภัยนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภัยที่เกิดขึ้นแก่ตัวเนื้อร่างกายของผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น อาจเป็นภัยที่จะเกิดขึ้นแก่บุพการี ผู้สืบสันดานหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขู่ก็ได้
มาตรา165 การข่มขู่โดยชอบด้วยกฎหมาย “การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่” |
อธิบาย
ตัวอย่าง ดำเป็นบุตรคนโตของแดง ปู่ของดำได้ยกทรัพย์สมบัติให้ดำมากมาย แดงจึงบอกให้ดำแบ่งทรัพย์สมบัติโดยโอนให้ลูกคนรอง คือน้องของดำบ้าง ดำกลัวบิดาจะโกรธจึงทำตามที่บิดาสั่ง ดังนี้ต่อมาภายหลังดำจะอ้างว่าสัญญายกให้เป็นโมฆียะ เพราะถูกแดงข่มขู่ไม่ได้ เพราะเป็นการแสดงเจตนาด้วยความนับถือยำเกรงตามมาตรา 165 |

No comments:
Post a Comment