สรุปมาตราสำคัญ กฎหมายแพ่ง1

สรุปมาตราสำคัญกฎหมายแพ่ง 1



สารบาญ

การแสดงเจตนา นิติกรรม และโมฆะกรรม

  1. ผลสมบูรณ์ของการแสดงเจตนาต่อผู้รับ
  2. การแสดงเจตนาต่อบุคคล 3 ประเภท
  3. กรณีหลังจากแสดงเจตนาแล้ว
  4. เหตุแห่งโมฆะกรรม
  5. ผลแห่งโมฆะกรรม
  6. นิติกรรมที่เป็นโมฆะบางส่วน

โมฆียะกรรม เงื่อนไข และเงื่อนเวลา

  1. เหตุแห่งโมฆียะกรรม
  2. ความสามารถของบุคคล
  3. ความสำคัญผิดในคุณสมบัติ
  4. กลฉ้อฉล
  5. การข่มขู่
  6. กรณีที่ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่
  7. ผลแห่งโมฆียะกรรม
  8. การบอกล้างโมฆียะกรรม
  9. ผู้มีสิทธิบอกล้างหรือให้สัตยาบันโมฆียะกรรม
  10. วิธีการบอกล้างหรือให้สัตยาบันโมฆียะกรรม
  11. กำหนดเวลาบอกล้างโมฆียะกรรม
  12. ผลการให้สัตยาบันโมฆียะกรรม
  13. กำหนดเวลาให้สัตยาบันโมฆียะกรรม
  14. เงื่อนไขบังคับก่อน และเงื่อนไขบังคับหลัง
  15. เงื่อนไขที่ไม่สมบูรณ์
  16. สิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีระหว่างเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ
  17. เงื่อนเวลา
  18. การถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา
  19. กรณีลูกหนี้ไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา

ระยะเวลา และอายุความ

  1. การเริ่มต้นนับระยะเวลา
  2. การสิ้นสุดของระยะเวลา
  3. การนับระยะเวลาที่คละกัน
  4. การขยายระยะเวลา
  5. กรณีวันสุดท้ายเป็นวันหยุด
  6. เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
  7. ผลของสิทธิเรียกร้องขาดอายุความ

สัญญา มัจจำ และเบี้ยปรับ

  1. คำเสนอ
  2. การถอนคำเสนอ
  3. คำเสนอสิ้นความผูกพัน
  4. คำสนอง
  5. คำสนองล่วงเวลา
  6. คำสนองที่กฎหมายไม่ถือว่าล่วงเวลา
  7. คำสนองกลายเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่
  8. การชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน
  9. สัญญาต่างตอบแทนซึ่งมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพย์สิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
  10. สัญญาต่างตอบแทนซึ่งมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพย์สิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่งและมีเงื่อนไขบังคับก่อน
  11. สัญญาต่างตอบแทนซึ่งมีวัตถุที่ประสงค์มิใช่เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพย์สิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
  12. สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
  13. ผลของสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
  14. สิทธิเลิกสัญญาเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้
  15. ผลของการเลิกสัญญา
  16. มัจจำ
  17. เบี้ยปรับ



ผลสมบูรณ์ของการแสดงเจตนาต่อผู้รับ


ผู้รับเจตนาอยู่เฉพาะหน้า → มาตรา 168
เจตนาสมบูรณ์เมื่อ "ได้ทราบ"

มาตรา 168 “การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า หรือทางโทรศัพท์ มีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบถึงการแสดงเจตนานั้น


ผู้รับเจตนาไม่อยู่เฉพาะหน้า → มาตรา 169 วรรคหนึ่ง
เจตนาสมบูรณ์เมื่อ "ไปถึง"

มาตรา 169 วรรคหนึ่ง “การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งไม่อยู่เฉพาะหน้า มีผลตั้งแต่การแสดงเจตนาไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา เว้นแต่ได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนาก่อนหรือพร้อมกันกับการแสดงเจตนานั้น...


การแสดงเจตนาต่อบุคคล 3 ประเภท

การแสดงเจตนาต่อบุคคล (มาตรา 170)
  1. ผู้เยาว์ → ผู้แทนโดยชอบธรรม
  2. คนไร้ความสามารถ → ผู้อนุบาล
  3. คนเสมือนไร้ความสามารถ → ผู้พิทักษ์
หลัก ยกขึ้นต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้
เว้นแต่ ผู้ดูแลได้รับรู้หรือยินยอมไว้ก่อนแล้ว

มาตรา 170 “การแสดงเจตนาต่อผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้นต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ได้รู้ด้วยหรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว

       แต่ถ้ามีกฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง ย่อมยกขึ้นต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาได้”


กรณีหลังจากแสดงเจตนาแล้ว

กรณีหลังจากแสดงเจตนาแล้ว ผู้แสดงเจตนา
  1. ตาย
  2. ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
  3. ถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
เว้นแต่ ขัดกับเจตนาของผู้เสนอ หรือก่อนสนองได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ 

มาตรา 169 วรรคสอง “... การแสดงเจตนาที่ได้ส่งไปแล้วไม่เสียไป แม้ภายหลังผู้แสดงเจตนาตายหรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ



มาตรา 360 "มาตรา 169 วรรคสองไม่ใช้บังคับหากขัดกับเจตนาของผู้เสนอ หรือก่อนสนองรับอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ว่าผู้เสนอตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ"





เว้นแต่ คู่กรณีอีกฝ่ายรู้สิ่งที่ซ่อนในใจ



มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ 

   ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ


  • ลักษณะของนิติกรรม
  • คู่กรณีของนิติกรรม
  • ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม

มาตรา 156 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ 

     ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นต้น


ผลแห่งโมฆะกรรม

  • นิติกรรมเสียเปล่าไม่ผูกพันคู่กรณี
  • ผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างได้
  • ให้สัตยาบันไม่ได้
  • การคืนทรัพย์ใช้หลักลาภมิควรได้

มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

      ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ


เว้นแต่ สันนิษฐานได้ว่าสามารถแยกส่วนที่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่ไม่เป็นโมฆะได้


เหตุแห่งโมฆียะกรรม

  1. ความสามารถของบุคคล 
  2. ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน
  3. ถูกกลฉ้อฉล
  4. ถูกข่มขู่
  • ผู้เยาว์
  • คนวิกลจริต
  • คนเสมือนไร้ความสามารถ
  • คนไร้ความสามารถ

  • บุคคล
  • ทรัพย์สิน



มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ 

         การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น 

     ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น


ถูกกลฉ้อฉลเพียงเหตุจูงใจ (มาตรา 161) → บอกล้างไม่ได้แต่เรียกค่าสินไหมทดแทนได้




การข่มขู่

  • ภัยใกล้จะถึง
  • ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้
  • ร้ายแรงถึงขนาดที่ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว
  • ถ้ามิได้มีการข่มขู่ นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น



กรณีที่ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่

  • ขู่ว่าจะใช้สิทธิ์ตามปกตินิยม
  • ทำไปเพราะความนับถือยำเกรง

มาตรา 165 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่

           การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่


ผลแห่งโมฆียะกรรม

  • สมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้าง
  • ถ้ามีการบอกล้าง จะถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก
  • สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น หากมีการให้สัตยาบัน
ผลการบอกล้างโมฆียะกรรม → มาตรา 176
  • โมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก
  • คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าพ้นวิสัยที่จะกลับคืนได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหาย
  • ให้ถือว่าผู้ที่ได้รู้โมฆียะกรรมได้รู้ถึงความเป็นโมฆะนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรรู้ว่าการนั้นเป็นโมฆียะ
  • ใช้สิทธิเรียกร้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม

มาตรา 176 โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน 

      ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ 

   ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม


ผู้มีสิทธิบอกล้างหรือให้สัตยาบันโมฆียะกรรม


มาตรา 175 โมฆียะกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้ 

(๑) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตนบรรลุนิติภาวะก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม 

(๒) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี แต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ 

(๓) บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ 

(๔) บุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา ๓๐ ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้


 → แสดงเจตนาให้คู่กรณีอีกฝ่ายซึ่งเป็นบุคคลที่กำหนดได้แน่นอน

  • 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบัน
  • 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม

กำหนดเวลาให้สัตยาบันโมฆียะกรรม


มาตรา 179 การให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว 

       บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลวิกลจริต ผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา ๓๐ จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้ต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่งโมฆียะกรรมนั้นภายหลังที่บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกล แล้วแต่กรณี 

           ทายาทของบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้นับแต่เวลาที่ผู้ทำนิติกรรมนั้นถึงแก่ความตาย เว้นแต่สิทธิที่จะบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ตายนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับ ถ้าการให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์


เงื่อนไขบังคับก่อน และเงื่อนไขบังคับหลัง

เงื่อนไขบังคับก่อน →  นิติกรรมเกิดขึ้น
เงื่อนไขบังคับหลัง →  นิติกรรมสิ้นสุดลง
 →  เงื่อนไขที่สำเร็จแล้วหรือไม่สำเร็จในเวลาทำนิติกรรม มาตรา 187

มาตรา 187 ถ้าเงื่อนไขสำเร็จแล้วในเวลาทำนิติกรรม หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข หากเป็นเงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ 

    ถ้าเป็นอันแน่นอนในเวลาทำนิติกรรมว่าเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หากเป็นเงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข 

    ตราบใดที่คู่กรณียังไม่รู้ว่าเงื่อนไขได้สำเร็จแล้วตามวรรคหนึ่ง หรือไม่อาจสำเร็จได้ตามวรรคสอง ตราบนั้นคู่กรณียังมีสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๔ และมาตรา ๑๘๕


 →  เงื่อนไขมิชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 188

 →  เงื่อนไขพ้นวิสัย มาตรา 189


 →  เงื่อนไขบังคับก่อนที่สุดแล้วแต่ใจลูกหนี้ มาตรา 190


สิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีระหว่างเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ

 →  งดเว้นกระทำสิ่งที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่อีกฝ่ายเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ มาตรา 184


 →  คู่กรณีจะจำหน่าย รับมรดก จัดการป้องกันรักษา หรือทำประกันได้ มาตรา 185

 →  ห้ามคู่กรณีป้องปัดมิให้เงื่อนไขสำเร็จหรือไม่สำเร็จด้วยเจตนาไม่สุจริต มาตรา 186

มาตรา 186 ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

      ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นสำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้สำเร็จเลย

→  มาตรา 191
  • เงื่อนเวลาเริ่มต้น →  มิให้ทวงถามให้ปฎิบัติตามนิติกรรมก่อนถึงเวลาที่กำหนด
  • เงื่อนเวลาสิ้นสุด →  นิติกรรมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนด

เว้นแต่ ตั้งใจให้เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

มาตรา 192 เงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะปรากฏโดยเนื้อความแห่งตราสารหรือโดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าได้ตั้งใจจะให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหนี้หรือแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยกัน

     ถ้าเงื่อนเวลาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะสละประโยชน์นั้นเสียก็ได้ หากไม่กระทบกระเทือนถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้รับจากเงื่อนเวลานั้น

→  มาตรา 193
  • ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
  • ไม่ให้ประกันเมื่อจำต้องให้
  • ทำลายหรือทำให้ลดน้อยลงซึ่งหลักประกัน
  • นำทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นประกันโดยเจ้าของมิได้ยินยอม

มาตรา 193 ในกรณีดังต่อไปนี้ ฝ่ายลูกหนี้จะถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดมิได้ 

(๑) ลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย 

(๒) ลูกหนี้ไม่ให้ประกันในเมื่อจำต้องให้ 

(๓) ลูกหนี้ได้ทำลาย หรือทำให้ลดน้อยถอยลงซึ่งประกันอันได้ให้ไว้ 

(๔) ลูกหนี้นำทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาให้เป็นประกันโดยเจ้าของทรัพย์สินนั้นมิได้ยินยอมด้วย

  • กรณีสั้นกว่าวัน →  นับเมื่อเริ่มการนั้น
  • กรณีเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี →  นับวันรุ่งขึ้น เว้นแต่เริ่มการในวันนั้นอันเป็นเวลาเริ่มต้นทำงานตามประเพณี

→  มาตรา 193/5
  • กรณีระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้น →  สิ้นสุดลงในวันก่อนหน้า อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น
  • กรณีระยะเวลาไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย →  ให้ถือวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุด

มาตรา 193/5 ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นสัปดาห์ เดือนหรือปี ให้คำนวณตามปีปฏิทิน

    ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือนหรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือนหรือปีสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา

→  มาตรา 193/6


มาตรา 193/6 ถ้าระยะเวลากำหนดเป็นเดือนและวัน หรือกำหนดเป็นเดือนและส่วนของเดือน ให้นับจำนวนเดือนเต็มก่อน แล้วจึงนับจำนวนวันหรือส่วนของเดือนเป็นวัน

    ถ้าระยะเวลากำหนดเป็นส่วนของปี ให้คำนวณส่วนของปีเป็นเดือนก่อนหากมีส่วนของเดือน ให้นับส่วนของเดือนเป็นวัน

     การคำนวณส่วนของเดือนตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ถือว่าเดือนหนึ่งมีสามสิบวัน




เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

→  มาตรา 193/14


มาตรา 193/14 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ 

(๑) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง 

(๒) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ 

(๓) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย 

(๔) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา 

(๕) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี




มาตรา 193/28 การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้นไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม

     บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือโดยการให้ประกันด้วย แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้


คำเสนอ

มีลักษณะดังนี้
  1. เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา
  2. ต้องมีข้อความชัดเจนและแน่นอน
  3. ต้องมีความมุ่งหมายว่าถ้ามีคำสนองรับสัญญาก็จะเกิดขึ้น

    การถอนคำเสนอ



    คำเสนอไม่บ่งระยะเวลา มาตรา 355 ผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง →  ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำสนองจะถอนไม่ได้





    มีลักษณะดังนี้
    • เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา
    • ต้องมีข้อความชัดเจนและแน่นอน
    • ต้องแสดงเจตนาต่อบุคคลผู้ทำคำเสนอ
    • จะแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง ปริยายหรือการนิ่งก็ได้

    คำสนองล่วงเวลา




    มาตรา 358 ถ้าคำบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการ ซึ่งตามปรกติควรจะมาถึงภายในกำหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว

            ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น ท่านให้ถือว่าคำบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา



    คำสนองกลายเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่

    • คำสนองล่วงเวลา
    • คำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติม
    • คำสนองที่มีข้อจำกัด
    • คำสนองที่มีข้อแก้ไขอย่างอื่น

    การชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน



    → มาตรา370

    ถ้าโทษลูกหนี้ไม่ได้การสูญหรือเสียหายตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้

    มาตรา 370 ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้

               ถ้าไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ท่านให้ใช้บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้บังคับแต่เวลาที่ทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๙๕ วรรค ๒ นั้นไป

    →  มาตรา371

    การสูญหรือเสียหายตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้

    มาตรา 371 บทบัญญัติที่กล่าวมาในมาตราก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าเป็นสัญญาต่างตอบแทนมีเงื่อนไขบังคับก่อนและทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ

             ถ้าทรัพย์นั้นเสียหายเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้มิได้ และเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้โดยลดส่วนอันตนจะต้องชำระหนี้ตอบแทนนั้นลง หรือเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ แล้วแต่จะเลือก แต่ในกรณีที่ต้นเหตุเสียหายเกิดเพราะฝ่ายลูกหนี้นั้น ท่านว่าหากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่

    →  มาตรา372

    หลัก ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยโดยโทษใครไม่ได้ ลูกหนี้ไม่มีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้ตอบแทน
    ข้อยกเว้น ถ้าโทษเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทน แต่ถ้าลูกหนี้ได้อะไรไว้เพราะการปลดหนี้ 
    หรือใช้คุณวุฒิได้อะไรมาหรือแกล้งละเลยไม่ขวนขวายเอาอะไรที่สามารถจะทำได้ ต้องหักกับจำนวนที่จะได้รับชำระค่าตอบแทน

    มาตรา 372 นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อน ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าลูกหนี้หามีสิทธิจะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่

                     ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้ก็หาเสียสิทธิที่จะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่ แต่ว่าลูกหนี้ได้อะไรไว้เพราะการปลดหนี้ก็ดี หรือใช้คุณวุฒิความสามารถของตนเป็นประการอื่นเป็นเหตุให้ได้อะไรมา หรือแกล้งละเลยเสียไม่ขวนขวายเอาอะไรที่สามารถจะทำได้ก็ดี มากน้อยเท่าไร จะต้องเอามาหักกับจำนวนอันตนจะได้รับชำระหนี้ตอบแทน วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่การชำระหนี้อันฝ่ายหนึ่งยังค้างชำระอยู่นั้นตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นมิต้องรับผิดชอบ ในเวลาเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่รับชำระหนี้


    คู่สัญญาจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ได้ 



    ข้อยกเว้น ถ้าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจะสำเร็จได้ก็แต่โดยการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา และคู่สัญญาไม่ได้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลานั้นไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวก่อน → 
    มาตรา 388


    มาตรา 388 ถ้าวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญานั้น ว่าโดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาได้แสดงไว้ จะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลามีกำหนดก็ดี หรือภายในระยะเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ก็ดี และกำหนดเวลาหรือระยะเวลานั้นได้ล่วงพ้นไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ชำระหนี้ไซร้ ท่านว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ มิพักต้องบอกกล่าวดังว่าไว้ในมาตราก่อนนั้นเลย”


    มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

          ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

         ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

            การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่




    มาตรา 378 มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ 

    (๑) ให้ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้ 

    (๒) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น 

    (๓) ให้ส่งคืน ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ


    มาตรา 380 ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นแทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับฉะนั้นแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป

               ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ การพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้น ท่านก็อนุญาตให้พิสูจน์ได้



    มาตรา 381 ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่าไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นต้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้

        ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๘๐ วรรค ๒

               ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้


    กรณีเบี้ยปรับ → ทรัพย์สินอื่น

    ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เลย (มาตรา 382) เจ้าหนี้มีสิทธิ์เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ (พิสูจน์ค่าเสียหายอื่นได้อีก) หรือเรียกเอาเบี้ยปรับ (พิสูจน์ค่าเสียหายอื่นไม่ได้)

    ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง (มาตรา 382) เจ้าหนี้มีสิทธิ์เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และเรียกเอาเบี้ยปรับ (พิสูจน์ค่าเสียหายอื่นไม่ได้)



    No comments:

    Post a Comment